รถเฮี๊ยบ (หรือ รถบรรทุกติดเครน / รถเครนติดท้ายรถบรรทุก) คือ รถบรรทุกที่มีการติดตั้งเครนสำหรับยกของหนักไว้ในตัวเดียวกัน ทำให้สามารถทำการยก/ขนย้ายสิ่งของขึ้น-ลงท้ายรถบรรทุก และทำการขนส่งไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ด้วยรถเพียงคันเดียว โดยไม่ต้องใช้รถเครนแยกต่างหา
ประเภทของรถเฮี๊ยบ (แบ่งตามขนาดรถและกำลังยกของเครน)
แบ่งตามประเภทรถบรรทุก
รถเฮี๊ยบ 6 ล้อ: เหมาะกับการใช้งานทั่วไป เคลื่อนตัวง่าย เข้าซอยหรือพื้นที่แคบได้สะดวก
รถเฮี๊ยบ 10 ล้อ: เหมาะสำหรับงานหนัก ขนส่งสิ่งของที่มีน้ำหนักมากหรือปริมาณเยอะ
รถเฮี๊ยบ เทรลเลอร์ / 12 ล้อ: สำหรับงานขนส่งขนาดใหญ่พิเศษและระยะทางไกล
แบ่งตามขนาดกำลังยกของเครน
ขนาด 3 ตัน: เหมาะสำหรับยกของน้ำหนักเบา เช่น พาเลทสินค้า วัสดุก่อสร้างขนาดเล็ก
ขนาด 5 ตัน: ขนาดมาตรฐานยอดนิยม สำหรับยกเครื่องจักร ตู้คอนเทนเนอร์ 20 ฟุต หรืออุปกรณ์ก่อสร้าง
ขนาด 8 – 10 ตันขึ้นไป: สำหรับงานยกของหนักพิเศษ เช่น ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ หรือเครื่องจักรโรงงานขนาดใหญ่
รถเฮี๊ยบขนาด 6 ล้อ ยกของได้กี่ตัน
โดยทั่วไป รถเฮี๊ยบ 6 ล้อ จะติดตั้งเครนที่มีกำลังยก (Crane Capacity) ตั้งแต่ 3 ตัน ถึง 5 ตัน เป็นหลัก แต่ทั้งนี้ น้ำหนักที่สามารถยกได้จริงจะขึ้นอยู่กับ ระยะทาง (รัศมี) ในการยึดแขนเครนออกไป ตามหลักกลศาสตร์:
เครนขนาด 3 ตัน:
ยกได้สูงสุดประมาณ 3 ตัน เมื่อหดแขนเครนเข้าใกล้ตัวรถมากที่สุด (รัศมีประมาณ 2–2.5 เมตร)
หากยืดแขนเครนออกไปไกลสุด (เช่น 8–10 เมตร) น้ำหนักที่ยกได้จะลดลงเหลือเพียงประมาณ 300–600 กิโลกรัม
เครนขนาด 5 ตัน:
ยกได้สูงสุดประมาณ 5 ตัน เมื่อหดแขนเครนเข้าใกล้ตัวรถมากที่สุด
หากยืดแขนเครนออกไปไกลสุด (เช่น 10–12 เมตร) น้ำหนักที่ยกได้จะลดลงเหลือเพียงประมาณ 500–1,000 กิโลกรัม
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการยก
ระยะทาง/รัศมีการยก (Working Radius): ยิ่งยืดแขนเครนออกไปไกล กำลังในการยกจะลดลงเรื่อยๆ ตามตารางพิกัดน้ำหนักยก (Load Chart) ของเครนคันนั้นๆ
น้ำหนักบรรทุกท้ายรถ: นอกจากกำลังยกของเครนแล้ว ตัวรถบรรทุก 6 ล้อเองก็มีข้อกำหนดน้ำหนักบรรทุกรวม (GVW) โดยทั่วไปสามารถบรรทุกของบนท้ายรถได้ประมาณ 5–7 ตัน (รวมน้ำหนักสิ่งของที่ยกขึ้นไปวาง)
ความมั่นคงของการขาค้ำยัน (Outriggers): ต้องกางขาค้ำยันออกสุดและตั้งบนพื้นที่แข็งแรงเสมอเพื่อป้องกันรถพลิกคว่ำขณะทำการยก
รถเฮี๊ยบ10ล้อยกของได้กี่ตัน
โดยทั่วไป รถเฮี๊ยบ 10 ล้อ จะติดตั้งเครนที่มีกำลังยก (Crane Capacity) ตั้งแต่ 5 ตัน ถึง 10 ตันขึ้นไป ซึ่งสูงกว่ารถเฮี๊ยบ 6 ล้ออย่างมาก ทำให้รองรับงานยกเครื่องจักรใหญ่และวัสดุที่มีน้ำหนักสูงได้ดี โดยแบ่งตามขนาดกำลังยกของเครน ได้ดังนี้:
เครนขนาด 5 ตัน:
ยกได้สูงสุดประมาณ 5 ตัน เมื่อหดแขนเครนเข้าใกล้ตัวรถมากที่สุด (รัศมีประมาณ 2–2.5 เมตร)
หากยืดแขนเครนออกไปไกลสุด (เช่น 10–12 เมตร) น้ำหนักที่ยกได้จะลดลงเหลือประมาณ 500–1,000 กิโลกรัม
เครนขนาด 8 ตัน:
ยกได้สูงสุดประมาณ 8 ตัน เมื่อหดแขนเครนเข้าใกล้ตัวรถมากที่สุด
หากยืดแขนเครนออกไปไกลสุด (เช่น 12–15 เมตร) น้ำหนักที่ยกได้จะลดลงเหลือประมาณ 800–1,500 กิโลกรัม
เครนขนาด 10 ตันขึ้นไป:
ยกได้สูงสุดประมาณ 10 ตัน ในระยะประชิดตัวรถ
เหมาะสำหรับงานยกของหนักพิเศษ เช่น ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ หรือเครื่องจักรโรงงานขนาดใหญ่
กำลังบรรทุกท้ายรถ (Payload Capacity)
นอกจากกำลังในการยกของเครนแล้ว จุดเด่นของรถเฮี๊ยบ 10 ล้อคือ น้ำหนักบรรทุกบนตัวรถ ที่สามารถบรรทุกสิ่งของบนท้ายกระบะเพื่อทำการขนส่งได้สูงถึง 10–15 ตัน (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวรถรวมและกฎหมายน้ำหนักบรรทุก)
